“อินเดีย” อีกหนึ่งประเทศที่คุณต้องไปก่อนตาย EP.2 I 7 วัน 6 คืน งบ 16,000 บาท (รวมทุกอย่าง)

อย่าเพิ่งตัดสินว่าที่นี่ไม่ดีถ้าคุณไม่ยังเคยไปสัมผัส
เพราะสำหรับเรา “อินเดีย” เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ต้องไปก่อนตาย

ทริปนี้เราไปมาทั้งหมด 3 เมือง เดลี – ชัยปุระ – มะนาลี
ใช้เวลา 7 วัน 6 คืน งบ 16,000 บาท (รวมทุกอย่าง)

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่เราเริ่มเที่ยวใหม่ๆ ตอนนั้นมีสถานที่และประเทศต่างๆที่เราอยากไปเข้ามาในหัวเยอะมาก แต่ถ้าพูดถึงประเทศแรกๆที่เรายังไม่อยากไปเลยก็คือ “อินเดีย” นี่แหละ 55555555 ด้วยเหตุผลที่ว่าเคยอ่านเคยได้ยินข้อมูลต่างๆนาๆไม่ว่าจะเป็น อินเดียสกปรก อาหารไม่อร่อย ที่พักไม่ดี น่ากลัว และอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ประเทศนี้มันดูแย่และไม่น่าไปเที่ยวเลยจริงๆ แต่เวลาผ่านไปเราเริ่มเที่ยวเยอะขึ้นได้เจออะไรใหม่ๆเยอะขึ้น จากที่เคยคิดว่าอินเดียไม่น่าเที่ยว กลับกลายเป็นว่า “ก่อนตายแม่งต้องไปให้ได้สักครั้งนึงอ่ะ” ด้วยเหตุนี่แหละจึงทำให้เกิดทริปนี้ขึ้นมา 5555

และหลังจากที่ได้ไปสัมผัสอินเดียมาเป็นเวลา 7 วัน 6 คืน ถ้าถามว่าเรื่องไม่ดีต่างๆนาๆที่เคยได้ยินมาของอินเดียเป็นเรื่องจริงไหม เราขอตอบตรงนี้เลยว่า……จริงงงง ถุยยยย 55555555 ล้อเล่นโว้ยยยย เราว่าเรื่องนี้มันแล้วแต่คนมากกว่า อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า “อินเดียถ้าไม่รักก็ก็คือเกลียดไปเลย” 55555

แต่สำหรับเรามันเอนไปทางชอบมากกว่า เราชอบอาหารอินเดียแต่ไม่ใช่ร้านข้างทางนะ(กุเลือกแดกเหมือนกัน)  ชอบนิสัยคนอินเดีย(มึนดี) 55555 ชอบสถานที่ท่องเที่ยวของอินเดีย (ทั้งที่เที่ยวในเมืองและที่เที่ยวธรรมชาติ) ชอบที่ประเทศนี้เที่ยวได้ถูกมาก (เราไปมา 7 วัน 6 คืน ใช้งบไปแค่ 16,000 บาท ราคานี้รวมทุกอย่าง) แต่สิ่งที่ไม่ชอบก็มีหลายอย่างเหมือนกันไม่ว่าจะเป็น โรงแรมไม่สะอาดถ้าเลือกไม่ดี / เมืองไม่มีระเบียบ / ฝุ่นเยอะชิบหาย และอื่นๆอีกมากมาย เป็นเมืองที่ผสมระหว่างหยินและหยางได้อย่างลงตัวสัสๆ 555555

และหลังจากจบทริปนี้จากความคิดที่ว่า “อยากไปลองสักครั้ง” กลับเปลี่ยนเป็น “กูต้องกลับไปอีกครั้งให้ได้” เพราะรู้สึกว่าประเทศนี้ไปครั้งเดียวไม่พอจริงๆ 5555

อย่างที่บอกไปข้างต้นทริปนี้เราไป 7 วัน 6 คืน ไปมาทั้งหมด 3 เมืองคือ เดลี – ชัยปุระ – มะนาลี เลยอยากจะขอแยกเป็น 2 EP ดังนี้

Ep.1 : เดลี – ชัยปุระ ใครยังไม่อ่านไปอ่านได้ที่ > https://bit.ly/2OdbPDh
Ep.2 : มะนาลี (ต้องแยกมาทำรีวิวเดี่ยวเพราะเราแม่งโคตรชอบเมืองนี้ 5555)

ไปอ่าน EP.2 กันได้เลยยยย

 

Ep.2 Manali

สำหรับคนที่อยากเที่ยวตามแพลนเราหรือคนที่อยากไปแค่เมืองมะนาลีอย่างเดียวอ่านจากตรงนี้ก็เข้าใจเหมือนกัน
ก่อนเข้าเรื่องเราขอย้อนความหลังกันนิดนึง สำหรับการเดินทางไปยังเมืองมะนาลี

ปัจจุบันการเดินทางไปยังเมืองมะนาลียังไม่มีบินตรงจากประเทศไทย ทำให้สามารถเลือกเดินทางได้แค่สองทาง 

1.รถบัส (เราเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้ ค่าเดินทางถูกแต่นั่งนาน 13-14 ชั่วโมง)
2.เครื่องบิน (บินจาก delhi ไปลงที่ kullu ค่าตั๋วที่เราเคยเช็คไป-กลับ 10,000 บาท)

ทั้งนี้ทั้งนั้นใครสะดวกเดินทางแบบไหนก็เอาที่สะดวกเลย สำหรับใครที่เลือกเดินทางด้วยรถบัสตามอ่านของเราเสร็จตามรอยได้ทันทีแน่นอน

รถบัสที่เราจองไว้เป็นของบริษัท Laxmi Holidays ราคา 1050 รูปี ตอนแรกเราจองผ่านแอพ makemytrip แต่จองได้แค่ขาเดียวคือขากลับ ส่วนขาไปตัดผ่านบัตรไม่ได้เลยเลือกจองผ่านเอเจนซี่ อำเภอใจอินเดียทราเวล เจ้านี้แทน

ก่อนถึงเวลาเดินทางเราต้องไปรอรถตรง majnu ka tila nirmal church ตรงจุดขึ้นรถนี้จะอยู่ตรงทางแยกที่เราวงไว้ใน map เป็นเหมือนป้ายรถเมล์ มีรถบัสมาจอดเรียงๆกัน แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าบริเวณจุดรอรถมันจะดูวุ่นวายหน่อยๆเพราะคนก็มารอกันเยอะรถก็เยอะ แต่รถไม่ได้รีบจอดและรีบไปขนาดนั้นไม่ต้องกลัวตกรถ แต่ต้องมารอก่อนเวลานะและสังเกตชื่อบริษัทรถและจุดหมายของรถที่จะมีบอกไว้แต่ละคันให้ดีๆ ถ้าไม่มั่นใจก็เดินไปถามเลยว่าใช่หรือเปล่า (บริเวณจุดรอรถจะตามภาพของเราเลยจะเลอะเทอะๆตามสไตล์อินเดีย 5555)

สำหรับรถบัสที่เรานั่งถือว่าสบายมากก มีที่เสียบปลั๊ก มีน้ำ มีขนมให้ มีผ้าห่ม แอร์เย็นฉ่ำ เรียกได้ว่าหลับสบายตลอดทั้งคืน55555 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13-14 ชม. มีแวะจอดพักเข้าห้องน้ำระหว่างทางสองครั้ง และใครที่กลัวเมารถแนะนำให้กินยาแก้เมารถกันไว้ด้วย เพราะโค้งเยอะมากกกนี่นึกว่าอยู่ปายหรือหนักกว่าปายไม่รู้555555 (ใครกินน้ำเยอะซื้อน้ำเผื่อๆขึ้นรถไปด้วยนะ) ระหว่างทางถนนจะแคบและหวาดเสียวหน่อยๆตามภาพเลย 5555

วันที่ 4

หลังจากนั่งกันอย่างยาวนานเราก็มาถึงมะนาลีกันแล้ววววว

สิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยเมืองมาถึงมะนาลีก็คือบรรยากาศที่ดีมากก โดยเฉพาะฝุ่นนี่แทบไม่มีเลยและที่สำคัญอากาศเย็นสบายมากกกก

พอถึง Manali รถจะมาจอดที่ Manali Bus stand จะมีแท็กซี่เดินมารุมเยอะมาก ถ้าใครที่พักในเมืองก็เรียกแท็กซี่แถวนี้ได้เลย แต่ที่พักของเราอยู่ไกลจากในเมืองไปอีก 13 กม. และการจะไปที่นี่ต้องใช้รถโฟวิลเท่านั้นถึงจะขึ้นไปได้เพราะทางลูกรังมากกก โค้งอีกเป็นสิบบบบ แต่วิวคุ้มค่ามากกกกกกับการเดินทางในครั้งนี้

แต่ขอเตือนทุกคนไว้ก่อนนะ ถ้าใครจะไปพักที่ Glampeco ควรบอกคนขับให้ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหน เพราะคนขับบางคนไม่รูั นึกว่าอยู่ในเมือง และถ้าจะไปที่ Glampeco ก็ต้องมีใบอนุญาตสำหรับการผ่านด่านขึ้นไป จึงจำเป็นต้องใช้รถที่มีใบอนุญาติสำหรับการผ่านด่านขึ้นไปเท่านั้นจ้าา ส่วนเราเหมารถได้ในราคา 1500 รูปี หรือประมาณ 700 บาท หารสามคนตกคนละสองร้อยกว่าบาท ระหว่างทางจะเจอ ไร่แอปเปิ้ล ต้นสน และวิวเทือกเขาหิมาลัย โคตรดี

และหลังจากขับขึ้นเขาไปที่พักกันอย่างยาวนานเราก็ถึง Glampeco กันแล้ว 5555

🔥 โคตรถูกและโคตรดีมีอยู่จริงที่อินเดีย
🏕️ Glampeco ที่พักสุดชิล วิวเทือกเขาหิมาลัย
💸 ที่พักคืนละ 250 บาท วิวสองร้อยห้าสิบล้าน
.
Glampeco ที่พักกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่ในเมืองมะนาลี (Manali) แห่งประเทศอินเดีย ที่พักที่นี่จะเป็นกึ่งโฮสเทลที่มีทั้งแบบนอนรวมและไพรเวท บรรยากาศในที่พักคือเป็นบ้านไม้ที่ทำขึ้นมาเองเหมือนไปนอนบ้านกลางป่าที่ต่างประเทศอ่ะ และเจ้าของที่นี่ก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่และเป็นกันเองมาก การไปพักที่นี่จึงได้ความรู้สึกเหมือนไปนอนบ้านเพื่อนอ่ะ 5555
.
จุดเด่นของที่นี่ก็คือคุณสามารถเห็นวิวเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบเมืองมะนาลีได้จากที่พัก ไม่ว่าจะตอนตื่นนอน หรือตอนกินข้าว คุณก็จะเห็นวิวสวยๆแบบนี้ตลอดเวลา 55555 ยิ่งถ้าใครมาเที่ยวช่วงหน้าหนาวหิมะจะปกคลุมที่นี่จนกลายเป็นเมืองหิมะไปเลย บอกเลยว่าโคตรสวย แต่ช่วงที่เราไปไม่ใช่ช่วงหิมะภูเขาที่นี่ก็จะเป็นสีเขียวซึ่งสวยไปอีกแบบ
.
เราจองเป็นห้อง private room ไปราคาคืนละ 518 บาท นอนได้สองคน เสริมเตียงคิดเพิ่มอีก 500 รูปี หรือประมาณ 215 บาท เฉลี่ยแล้วไปกันสามคนตกคนละไม่เกิน 250 บาท/คืน (ไม่รวมราคาอาหารต่างๆในที่พัก)
.
ส่วนอาหารตลอดสามวันนี้เราฝากท้องไว้กับที่พักอย่างเดียวเลย จัดเต็มทุกมื้อ อร่อย มีเมนูให้เลือกเยอะ และที่สำคัญราคาถูกมาก 3 วัน 2 คืน ค่าอาหารเราจ่ายไปแค่คนละ 340 บาทเท่านั้น เฉลี่ยแล้วคือวันละร้อยกว่าบาท ไอเหี้ยยย ถูกกว่าตอนอยู่ไทยอีก 55555
.
สรุป 3 วัน 2 คืน เราไปกันสามคน ค่าที่พัก + ค่าอาหาร เราจ่ายไปทั้งหมด 1,040 บาท/คน เท่านั้น ไม่เคยพักที่ไหนถูกขนาดนี้มาก่อนพูดจริง และที่สำคัญแม่งไม่ได้ถูกอย่างเดียวเสือกดีด้วยนี่ดิ เราถือว่านี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องไปก่อนตาย 55555

พิกัดที่พัก
Facebook : Glampeco
Website : glampeco.com
airbnb : th.airbnb.com/rooms/32585568

วิวมุมโดรนจะเห็นที่พักเราได้แบบชัดเจน มีบ้านพักแบบโดมด้วยนะตอนนี

 

บรรยากาศห้องนั่งเล่น

อาหารเราก็สั่งจากที่พักเลย นั่งทานในห้องนั่งเล่นชิลๆ

และนี้คือวิวระหว่างทานข้าว จะเห็นได้เลยว่าที่นี่เป็นเมืองกลางหุบเขาจริงๆ

ไปดูวิวห้องนอนกันบ้างดีกว่า

วิวจากห้องนอน

ที่นี่จะมีเจ้าหมาประจำบ้านอยู่สามตัว ฉลาดและเชื่องมากๆๆๆ

เรียกมาถ่ายรูปได้ตลอด 555

มาดูกันบ้างดีกว่าถ้าหิมะตกแล้วจะเป็นยังไง หิมะที่นี่ช่วงธันวาก็น่าจะเริ่มตกแล้ว ก่อนไปแนะนำให้สอบถามทางที่พักก่อนก็ได้ว่าหิมะตกหรือยัง

 

ข้างๆที่พักมีร้านอาหารเล็กๆอยู่ด้วยเดี๋ยวจะพาไปดูกัน

ไม่ต้องกลัวว่าจะมาแล้วอยู่แต่ที่พัก นี่เป็นร้านอาหารข้างๆที่พักเดินไปนิดเดียวก็ถึง เราไม่รู้ชื่อร้านนะ 555 แต่ร้านนี้มีอาหาร ชา นมร้อน เรานอนสองคืนเราก็ไปนั่งหาอะไรดื่มที่นี่ทั้งสองวันเลย 555

วิวสวยๆกับชานมร้อนๆนี่มันเข้ากันจริงๆ นมที่นี่จะใช้เป็นนมแพะนะ แต่ไม่คาวเลย อร่อยมาก

และที่สำคัญที่ร้านวิวสวยมากกก

ลุงที่ร้านเป็นทาสหมามากอ่ะ 555

และนี่คือหน้าตาของเจ้าหมาประจำร้าน 555 จริงๆมีอยู่สามสี่ตัว น่ารักทุกตัวเลย

ก่อนกลับที่พักก็เดินไปถ่ายรูปกับป้าที่อยู่แถวนั้นกันนิดนึง 555

เสร็จแล้วเราก็กลับที่พักกัน ต้องบอกเลยว่าตอนกลางคืนที่นี่หนาวมากถึงแม้จะไม่ใช่หน้าหนาวก็เถอะ อากาศตอนกลางคืนอยู่ที่ 11 – 14 องศา แต่สำหรับเราเราว่าแม่งหนาวกว่าที่ตัวเลขบอก 555 และสำหรับที่นี่ตอนเราไปยังไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นนะ ถ้าจะอาบน้ำแนะนำให้อาบตั้งแต่ก่อนค่ำ งั้นตัวคุณได้กลายเป็นน้ำแข็งแน่ๆ 5555

ตื่นเช้ามาเราก็กินอาหารกันก่อน

วันที่ 5

วันนี้เป็นวันที่สองของการอยู่ที่ Manali ซึ่งแน่นอนว่าเราคงจะไม่นั่งเฉยๆอยู่ที่พักแน่ๆ 5555 วันนี้เราจะไป hike กันที่ Hampta Pass เป็นเส้นทางเดินป่าที่อยู่ในหุบเขา kullu ของเราเลือกที่จะ hike สั้นๆแบบ one day trip ถึงแค่จุด Jobra ทางชันน้อยเดินค่อนข้างง่าย ที่ยากคือตอนนเราไปฝนตกทั้งวัน ทางลื่นน จากที่หนาวอยู่แล้วยิ่งหนาวไปใหญ่ แต่ถ้าใครอยากจะเทรคยาวๆก็ไปต่อได้ถึง Chandratal Lake เลย แต่หลังจากจุด Chikka ทางจะเริ่มชันมากละะะ (แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่หรืออยากชิลๆเราแนะนำให้ไปแค่จุด Jobra ก็สวยมากแล้ว)

จากที่พักของเราสามารถเดินไปได้ถึง Hampta Pass ไปกลับก็ประมาณ 17 กิโล วิวระหว่างทางคือว้าวมากๆ เดินถ่ายรูปชิลๆแปปเดียวก็ถึง5555 แนะนำให้เตรียมเมมสำรองไปด้วย555

และที่นี่สามารถไปได้ด้วยตัวเองไม่ต้องจ้างไกด์เลย โฮสเจ้าของบ้านจะคอยแนะนำเส้นทางเราเอง เดินตามทางไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวหลง ไปไม่ยาก หรือถ้าใครไม่อยากไปก็สามารถเดินเล่นอยู่แถวๆที่พักได้ แค่วิวแถวๆที่พักก็สวยแล้ววววววนี่พูดจริงงง

อย่างที่บอกไปว่ามะนาลีเป็นเมืองหนาว ควรเตรียมชุดกันหนาวมาให้พร้อม สำหรับคนที่เที่ยวบ่อยๆคงมีชุดกันหนาวกันอยู่แล้ว และแน่นอนว่าถ้าไปเที่ยวทริปใหม่ก็คงไม่อยากใส่ชุดเดิม โดยเฉพาะผู้หญิงคงเป็นแบบนี้แน่ๆ 5555 ถ้าเป็นเรานะจะเอาเงินที่ต้องซื้อชุดใหม่ไปเช่าชุดกันหนาว แล้วเอาเงินส่วนที่เหลือไปเที่ยวดีกว่า 555 และสำหรับใครที่กำลังหาร้านชุดกันหนาวสวยๆ ราคาเบาๆ เราแนะนำร้านนี้เลย Coatcollect เป็นร้านเช่าเสื้อกันหนาวที่ราคาถูกมาก ราคาเริ่มต้นแค่ 390 บาท/ชุด เท่านั้น

(แต่ร้านนี้จะมีแค่เช่าออนไลน์อย่างเดียวนะถ้าสนใจกดเข้าไปดูชุดได้เลยที่ > www.instagram.com/coatcollect )

พิเศษสำหรับแฟนเพจ : บอกว่ามาจากเพจเที่ยวก่อนตาย ทางร้านลดให้ทันที 10% 

ระหว่างทางก็จะเจอลาที่เดินแบกของให้นักท่องเที่ยว

แต่เสียดายมากที่วันนี้เดินๆแล้วฝนดันตก เลยเดินยากขึ้นเยอะเลย 5555

เจ้าหมาาาาา

หลังจากเดินตากฝนมาอย่างยาวนานสุดท้ายยย เราก็ถึงงงงง แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่สวยนะเดินต่ออีกนิดนึง

เมื่อถึง Jobra จะมีร้านค้าอยู่ด้วย แต่จากการที่่ฝนตกทำให้เราถึงช้ากว่ากำหนดเลยไม่ได้แวะพักหาอะไรกินเสียดายมาก (สำหรับใครที่จะมาเดินเตรียมน้ำมาด้วยนะ และระหว่างทางจะเจอพวกร้านค้าซื้อพวกขนมมากินเล่นระหว่างเดินก็ได้เผื่อหิว 555)

ถ่ายรูปกันพอเป็นพิธี 555

และแล้วเราก็มาถึงอย่างเป็นทางการ เดินมาให้ถึงสะพานไม้นี่นะ 5555 ขึ้นไปบนสะพานแล้วก็ถ่ายรูปได้เลย จุดนี้น่าจะสวยที่สุดแล้ว แต่เสียดายมากที่ฝนตกทำให้หมอกลงวิวภูเขาเลยหายไปเยอะเลย

แต่อยากจะบอกว่าใครที่มาหน้าหนาวก็จะได้เจอภูเขาน้ำแข็งด้วยบอกเลยว่าสวยกว่าตอนเราไปหลายเท่าแน่ๆ 5555 แต่ก็ต้องแลกกับอากาศที่โคตรหนาวด้วยนะ 5555

ก่อนกลับก็ถ่ายรูปกันรัวๆ จริงๆถ้ามีเวลาอยากถ่ายต่ออีกเยอะมากเพราะมุมสวยๆเยอะมากจริงๆ แต่ฝนมันตกทำให้ต้องรีบทำเวลาเพราะไม่อยากให้ถึงที่พักค่ำ เผื่อเวลาดีๆนะเพราะถ้ากะเวลาไม่ดีขากลับมันไม่ได้มีไฟเปิดเราว่าไม่ค่อยโอเค แนะนำให้ออกแต่เช้าประมาณ 8 – 9 โมง และกลับไม่ควรเกินบ่ายสาม จะถึงที่พักประมาณ 5 โมงเย็น

ทริปนี้เราเช่าเสื้อกันหนาวสวยๆจากร้าน : Coatcollect

ถ่ายกันจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเดินกลับ ใช้เวลาเดินกลับประมาณ 2 ชม.

ระหว่างเดินสิ่งที่จะเจอได้บ่อยมากก็คือวัวนี่แหละ ตัวใหญ่มากกกก

ระหว่างเดินกลับฝนแม่งก็ยังตกไม่ยอมหยุด 5555 ถึงที่พักแล้วก็ต้องอาบน้ำแล้วแหละถึงแม้จะโคตรหนาวก็ตามเพราะวันนี้เละกันมาก 5555

วันที่ 6 

วันสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ วันนี้เราจะเหมารถไปเที่ยวที่ Solang Valley กันก่อนกลับ เราให้ทางที่พักเรียกแท๊คซี่ให้ ได้มาในราคา 2500 รูปี หรือประมาณ 1052 บาท ที่ Solang เราสามารถเห็นวิวภูเขาหิมะได้ใกล้และชัดเจนมากก (ขนาดตอนเราไปตอนไม่หนาวยังเห็นขนาดนี้ ถ้าไปหนาวหิมะเต็มพื้นแน่นอน 555)

และนอกจากความสวยงามของภูเขาน้ำแข็งที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างเยอะ มี paragliding , ขับ atv , ขึ้นกระเช้าไปชมวิวด้านบน หรือถ้าใครมาช่วงหน้าหนาว ที่นี่จะเปลี่ยนเป็นลานสกี มีหิมะคลุมทั่ว สามารถมาเล่นสกี สโนบอร์ดฟินๆที่นี่ได้เลยยย

 

หรือใครจะมานั่งเล่นชิลๆเสพบรรยากาศก็ได้เหมือนกัน

ใครจะไปรู้ว่าจะได้กินสายไหมที่อินเดีย 5555

ขอขึ้นกระเช้าไปดูหน่อยละกันว่าด้านบนมีอะไรบ้าง ค่าขึ้นอยู่ที่ 650 รูปี

ถ้าใครมาช่วงที่ยังไม่ใช่หน้าหนาวเราไม่ค่อยแนะนำให้ขึ้นนะ เพราะจริงๆแล้วคนที่ขึ้นมาคือจะมาทำกิจกรรมแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่หน้าหนาวเลยยังไม่มีหิมะกิจกรรมที่เล่นได้เลยมีแค่ paragliding ซึ่งแน่นอนเราไม่ได้เล่น 55555 เลยเหมือนขึ้นมาดูเขาเล่นเฉยๆ แต่สิ่งที่ดีบนนี้คือเราจะได้เห็นภูเขาน้ำแข็งชัดขึ้น

ชัดไหมละ 5555 แต่แลกกับค่าขึ้นที่ราคาประมาณ 300 บาท เราว่าไม่คุ้ม แต่ถ้ามาตอนมีหิมะนี่แนะนำเลย 5555

ก่อนกลับขอถ่ายรูปด้านล่างต่ออีกนิดนึง 5555

ถ่ายรูปกับเด็กอินเดียเป็นที่ระทึก เอ้ยย ระลึกก่อนกลับ 55555

หลังจากดื่มด่ำกับวิวภูเขาหิมะอย่างหน่ำใจ เราก็แวะไปเดินเล่นกันต่อที่ Manali Braaza (แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมานะ) ตรงนี้้จะเหมือนตลาดกลางเมือง มีขายของฝาก ร้านอาหาร ของกินเพียบ ต้องแวะเติมพลังกันก่อนกลับหน่อยแหละ เพราะหลังจากนี้ไปเราต้องนั่งรถอีกยาวๆไป Delhi ถึง 13-14 ชม.จุดขึ้นรถก็คือที่เดิมเลย แต่ขากลับเรานั่งรถของ Reo India Travel รอบ 17:45 ถึงนู้นก็ 07:00 เช้าพอดี ซึ่งก็ไม่ต่างกับขามา มีที่เสียบปลั๊ก มีน้ำ มีขนมให้ มีผ้าห่ม แอร์เย็น หลับสบายไม่ต่างกันเลย5555

 

วันที่ 7

วันนี้เราถึงเดลีตั้งแต่เช้า โดยรถบัสจะมาดรอปเราที่ Majnu Ka Tilla จากตรงนี้เราก็หาเรียกแท๊กซี่เข้าไปส่งที่พักกันต่อ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการเรียกแท๊คซี่ที่นี่คือ โหลดแอพ Ola มาใช้ แอพนี้จะคล้ายกับ Grab บ้านเราเลย ใช้ง่ายมาก ไม่ยุ่งยากเลย และที่พักที่เราเลือกวันนี้คืออยู่ใกล้สนามบินมาก แต่ต้องบอกก่อนนะว่าถึงจะใกล้แค่ไหนก็ควรเผื่อเวลาหน่อย เพราะที่อินเดียรถคือติดเก่งงงง

สำหรับวันที่เจ็ดในแพลนของเราจะเป็นวันว่าง ใครอยากเก็บที่เที่ยวในเดลีต่อหรือจะหาของกินก็แล้วแต่สะดวกเลย แต่สำหรับเราขอนอนพักร่างครึ่งวันและออกไปหาของกินอีกครึ่งวัน แต่ไม่ได้ถ่ายภาพมานะ 55555

หลังจากหาอะไรกินเสร็จก็กลับเข้าที่พักรอเวลาไปสนามบิน โดยขากลับเราก็เลือกบินกลับไทยกับ NokScoot เช่นเคย โดยเครื่องจะออก 01.30 น. (เวลาอินเดีย) ถึงไทย 06:45 น.
ตรวจสอบเที่ยวบินได้ที่ http://www.nokscoot.com

สำหรับสิ่งที่ทุกคนรอมานานก็คือค่าใช้จ่ายนี่แหละโดยทริปนี้ 7 วัน 6 คืน เราใช้ไปทั้งหมด 16,000 บาท (รวมตั๋ว)
แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้ (เราขอรวมเป็นตัวเลขกลมๆนะอาจจะมีเศษบ้างแต่เราขอปัดให้มันลงตัวจะได้เข้าใจง่ายๆ)

ค่าตั๋วเครื่องบิน NokScoot :  6,000 บาท 

จ่ายก่อนไปอินเดีย  : 2,000 บาท
– ค่าซิม 130 บาท/คน (เราเอาไปซิมเดียวแล้วแชร์เน็ตกัน)
– ค่าวีซ่า 760 บาท/คน (อายุ 30 วัน เข้า/ออกประเทศได้ 2 ครั้ง) นี่เป็นราคาอัพเดทล่าสุด โดยสามารถสมัครทาง online ได้ด้วยตัวเอง
– ค่ารถบัสไป-กลับ มะนาลี 1,150 บาท/คน

เงินที่เอาไปอินเดีย  :  8,000  บาท
– ค่ารถเช่าพร้อมคนขับเดลีและชัยปุระ 1,500 บาท/คน
– ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ 1,000 บาท/คน
– ค่า Taxi ขึ้น Glampeco มะนาลี  210 บาท/คน
– ค่า Taxi ไป solang และไปส่งขึ้นรถบัส 350 บาท/คน
– ค่าที่พัก + อาหาร Glampeco 3 วัน 2 คืน 1,040 บาท/คน
– ค่าที่พักชัยปุระ 2 คืน + เดลี 1 คืน รวม 1,000 บาท/คน
– ค่ากินในเดลีและชัยปุระ 2,500 บาท/คน
– อืนๆ 400 บาท/คน

 

รวม 16,000 บาท/คน

 

และก็จบไปแล้วอย่างเป็นทางการสำหรับทริปนี้ 55555 ต้องขอบคุณทุกคนมากที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ รีวิวนี้เราพยายามเขียนให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้เพราะอยากให้ทุกคนอ่านจบแล้วไปตามรอยได้จริงๆ โดยเฉพาะมะนาลีเราโคตรแนะนำให้ทุกคนไปเลย เรารับรองว่าไปแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน ถ้าอ่านจนจบแล้วงงหรือสงสัยตรงไหนสามารถทักมาสอบถามเราได้ตลอดเลยนะ เราจะช่วยอย่างสุดความสามารถเลย 5555

อ่านเสร็จแล้วชอบอะไรไม่ชอบอะไรก็บอกกันได้น่าาและฝากติดตามรีวิวใหม่ๆของเราได้ที่นี่เลย : เที่ยวก่อนตาย Bucket list TH